ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ผมเพิ่งหายจากอาการที่เรียกว่า "ภาวะหมดไฟในการทำงาน"

 ผมเพิ่งหายจากอาการที่เรียกว่า "ภาวะหมดไฟในการทำงาน"

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยวัยทดลองงานครั้งแรก จำได้ว่าตอนนั้นมันเกิดขึ้นเร็วมาก...(เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว) ในวันที่เรารอรับสายคนที่เราหง๋อเค้าที่สุดไนวันสัมภาษณ์งาน เค้าเปิดประตูแห่งโอกาสให้ บอกเราไม่กี่คำว่า เตรียมตัวมาทดลองงานได้ พี่เลือกน้องเข้าทำงาน (ซึ่งวันนี้แม่งกลายเป็นคนที่เรานินทาทั้งก่อนหลับและยามตื่น)

วันแรกที่เราทำงาน จากโอกาสที่ได้รับ วันนั้น เราเปี่ยมล้นด้วยพลัง ที่เราสร้างขึ้นมาใหม่....ด้วยใจ..(นึกถึงเพลงของพี่โป่ง (หินเหล็กไฟ) /ดิโอลาน ขึ้นมาทันที) ผมคิดว่ามันคือวันที่เรามีความตั้งใจทำงานมากที่สุดที่ในชีวิตนึงจะมีแล้ว เรามีพลังงาน มีแรงขับเคลื่อน ทุกอย่างมันดูโอเคไปหมด " สนุก ตั้งใจ เต็มที่"

จนมาถึงวันที่ทุกอย่างมันค่อยๆพรากความรู้สึกเหล่านั้นของเราออกไปจนแทบจะหมดสิ้น มันค่อยๆเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทั้งความกระตือรือร้น ความสนใจ แพสชั่นที่มี เหือดหายหายไปแทบหมด จนรู้สึกว่า วันจันทร์ เป็นวันที่เราอยากลาป่วยมากที่สุด กรูเกลียดวันจันทร์โว้ย!!

ผมทำงานมา เกือบ 20 ปี ณ ที่เก่า แบบรักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงของพี่ติ๊ก.. แต่มาระยะ 5-6ปีหลัง ก่อนถึงวันนี้ ผมรู้สึกหมดไฟในการทำงานอย่างมาก อัตราการลาป่วยของตัวเองสูงอย่างสม่ำเสมอ เป็นโรคกระเสาะกระแสะ กระสับกระสาย และกระเส่า (อาการนี้ใช่มั้ยวะ)...

ผมเริ่มด้อยค่ากับงานที่ทำ บ่นมันทุกอย่างทุกเรื่องตั้งแต่เริ่มตอกบัตรเข้าทำงาน แต่ก็ถือว่าโชคยังดีที่มีสิ่งที่ยังคอยยึดเหนี่ยวตัวผมไว้กับงานได้อย่างแนบแน่นคือ "หนี้สิน"

จนไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ผมเริ่มไปพบศาสตร์ที่ทำให้เราเริ่มรู้จักแก่นของตัวเราอง เริ่มนำพลังที่อยู่ในตัวเราออกมาใช้งานได้มากขึ้นเรื่อยๆ (เดี๋ยวไว้ค่อยๆเล่าให้ฟังนะ ถ้าจะให้เหลาตอนนี้แล้วเดี๋ยวจะยาวไม่ได้หลับไม่ได้นอน)
จนตอนนี้...งานที่ใช้เวลาทำมาเกือบ 20 ปี มันมีบางอย่างเริ่มหมุนย้อนไปจนเกือบถึงจุดสัมผัสของความรู้สึกในวันแรกๆที่เรามาทำงาน เริ่มมีความสุขกับงานมากขึ้น บนกองหนี้สินที่ก่อไว้ในอย่างเต็มคาราเบลในข้างต้น

ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังประสบพบกับสภาวะ "หมดไฟในการทำงาน" ทุกท่านนะครับ
มาช่วยเติมพลังใจให้กันครับ

ถึงแม้ยังหาทางออกไม่เจอ อย่างน้อยก็ได้ฉุกคิดว่า "เราน่าจะกำลังเจอปัญหาอะไรบางอย่างกับกับชีวิตแล้วล่ะ"

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บางครั้งปัญหาใหญ่ๆก็แก้ด้วยวิธีการเล็กๆแค่การบอกใครสักคน

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  น้องหมาที่หน้าบ้านหรือน้องแมวที่เลี้ยงไว้ ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นสัตว์สังคมรึป่าว แต่ครูแนะแนวตอน ม.3 บอกผมว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมผมจำได้ดี ดังนั้น มนุษย์ก็ย่อมต้องการหมู่มิตรที่เข้าใจ เพื่อเป็นภูมิคุ้มความเหงาและป้องกันความเฟ้งฟ้างที่เกิดขึ้นในจิตใจ และเราก็ยังต้องอาศัยอยู่กับผู้คนต่างๆ ทั้งคนที่เราอยากรู้จักและอยู่ใกล้ หรือแม้แต่ศัตรูหัวใจที่คอยถากถาง มันอาจจะมีบ้างบางวันหรือบางเวลาที่เราอยากปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวเพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่าง แต่โดยปกติก็เป็นแค่บางช่วงเวลาเท่านั้นครับ เพราะเรายังต้องใช้ชีวิตในสังคมนั่นเอง ปัญหากับมนุษย์ "ปัญหาอยู่คู่กับมนุษย์มาเสมอ" มันเหมือนเชื้อโรคหรือไข้หวัด ที่มาได้ทั้งตามฤดูกาล และมาเยือนในวันที่เราอ่อนแอ ในเวลาที่เราเกิดปัญหา ส่วนใหญ่เราอาจจะต้องมีเวลากับตัวเองในการทบทวนและคัดสรรวิธีต่างๆมาใช้เพื่อแก้ไขและกลับมาใช้ชีวิตต่อแบบสบายใจเฉิบต่อไป ปัญหาหนักหนาที่เราแก้ไม่ได้ เมื่อขนาดของปัญหามันเริ่มใหญ่ขึ้นจนก่อตัวเป็นมรสุม เริ่มรุมเร้ารบกวนจิตใจทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติสุขได้ บางคนก็ถึงขั้นจิตตก โรคภัยถามหา เครียดหนัก ก...