ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

บางครั้งปัญหาใหญ่ๆก็แก้ด้วยวิธีการเล็กๆแค่การบอกใครสักคน

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  น้องหมาที่หน้าบ้านหรือน้องแมวที่เลี้ยงไว้ ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นสัตว์สังคมรึป่าว แต่ครูแนะแนวตอน ม.3 บอกผมว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมผมจำได้ดี ดังนั้น มนุษย์ก็ย่อมต้องการหมู่มิตรที่เข้าใจ เพื่อเป็นภูมิคุ้มความเหงาและป้องกันความเฟ้งฟ้างที่เกิดขึ้นในจิตใจ และเราก็ยังต้องอาศัยอยู่กับผู้คนต่างๆ ทั้งคนที่เราอยากรู้จักและอยู่ใกล้ หรือแม้แต่ศัตรูหัวใจที่คอยถากถาง มันอาจจะมีบ้างบางวันหรือบางเวลาที่เราอยากปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวเพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่าง แต่โดยปกติก็เป็นแค่บางช่วงเวลาเท่านั้นครับ เพราะเรายังต้องใช้ชีวิตในสังคมนั่นเอง ปัญหากับมนุษย์ "ปัญหาอยู่คู่กับมนุษย์มาเสมอ" มันเหมือนเชื้อโรคหรือไข้หวัด ที่มาได้ทั้งตามฤดูกาล และมาเยือนในวันที่เราอ่อนแอ ในเวลาที่เราเกิดปัญหา ส่วนใหญ่เราอาจจะต้องมีเวลากับตัวเองในการทบทวนและคัดสรรวิธีต่างๆมาใช้เพื่อแก้ไขและกลับมาใช้ชีวิตต่อแบบสบายใจเฉิบต่อไป ปัญหาหนักหนาที่เราแก้ไม่ได้ เมื่อขนาดของปัญหามันเริ่มใหญ่ขึ้นจนก่อตัวเป็นมรสุม เริ่มรุมเร้ารบกวนจิตใจทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติสุขได้ บางคนก็ถึงขั้นจิตตก โรคภัยถามหา เครียดหนัก ก...
โพสต์ล่าสุด

แด่ความล้มเหลวที่หอมหวาน...

  แด่ความล้มเหลวที่หอมหวาน... ถ้าให้นึกถึงอะไรคือความล้มเหลวที่สุดในชีวิตของตัวเอง ให้นึกเร็วๆนี่นึกไม่ออก แต่ถ้าบอกให้เดินไปดูที่กระจกนี่ พูดออกแบบไม่ต้องนึกเลย....ว่า "ไอนี่แหละครับ จับมันเลยผู้กอง!!" ชิวิตผมมันเข้าขั้นห่วยเลยครับตอนนี้ เต็มไปด้วยหนี้สินปกคุณทั่วบริเวณพื้นที่ ..มีทั้งหนี้ค่าบ้าน หนี้ค่ารถ แต่ถ้าเอารถเอาบ้านบ้านไปคืนเค้า แม่งก็ยังเป็นหนี้อยู่ ไม่ยุติธรรมกันเลยจริงๆ ก็เลยขอตัดสินใจเอาบ้าน เอารถ เอาหนี้เก็บไว้อยู่ก้บตัวเองต่อไป "ความล้มเหลวคือพรอันประเสริฐ" แต่จะว่าไปแล้วพระเจ้าแกก็มอบความสมดุลให้กับมนุษย์โลก โดยการให้มนุษย์ต้องเผชิญ กับอุปสรรคและความล้มเหลวในชีวิตก่อนจะประสบความสำเร็จเสมอ (ซึ่งถ้าเอากลับสลับกันนี่ ตึกในนครดูใบ คงไม่พอให้คนโดดกันแน่นอน..) ดังนั้นผมคิดว่าเราจึงสมควรที่จะขอบคุณพระเจ้าให้จงหนัก โดยไม่ต้องซีเรียสกับความล้มเหลวให้มากนัก เพราะมันมันคือสมดุล ถือซะว่ามันเป็นเรื่องปกติสามัญประจำบ้านไปครับ แต่ผมเชื่อว่า...เมื่อไหร่ที่คุณทำใจรับและคุ้นเคยกับมันมากขึ้น จนคุณยิ้มรับกับมันได้(หมายถึงยิ้มได้อย่างที่มีสติอยู่ครบนะ) และเมื่อวันนั...

"อย่าใจร้ายกับตัวเองนัก"

"อย่าใจร้ายกับตัวเองนัก" การที่เราตกอยู่ในสภาวะ หดหู่ ซึมเศร้า ดำดิ่ง เสียศูนย์เสียสมดุลในชีวิต ส่วนหนึ่งก็มาจากการปล่อยหรืออนุญาติให้คนหรือสภาพแวดล้อมบนโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย นำความสับสนเข้ามาฝังอยู่ในจิตใจของเรา หากยิ่งปล่อยให้มันอยู่นานมากขึ้นเท่าไหร่ มันจะยิ่งหยั่งรากฝังลึกเข้าไปจนยากที่จะขุดค้นมันออกจากจิตใจของเราไปได้..."ยิ่งอยู่นาน ยิ่งกัดกร่อน" มนุษย์ปุถุชนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆมันก็เป็นเช่นนั้นแล... มีสุขมีเศร้า เหงาๆเซื่องๆ คละเคล้ากันไป แต่มันจะมีมนุษย์อีกประเภทนึง ที่ได้รับการอัปเกรดจิตใจของตนเองได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยหลักการง่ายๆที่ว่า "มึงก็แค่ไม่ยอมให้ปัจจัยภายนอกใดๆมากระทบและทำให้ศูนย์เสียความเป็นตัวมึง ก็เท่านั้น... ผลที่ได้จากสิ่งที่ทำก็คือ คนประเภทนี้ล้วนเป็นคนที่เดินอยู่บนเส้นทางของความสำเร็จกันทั้งนั้น... แล้วปุถุชนคนอย่างผม เมื่อรู้แบบนี้ ก็ต้องรีบเร่งสำรวจตัวเองก่อนเลยว่ามีอะไรบ้างที่่ชอบดอดมาทำให้เราอ่อนแอ และเกิดความต๊อแต๊กับชีวิต ค่อยๆทยอยลิสต์ออกมาจนเต็มหน้ากระดาษ ลองกลับมาไล่อ่านอีกทีตกใจอุทานเบาๆใจในว่า "นี่กูรอดตายตั้งแต่ครึ...

ผมเพิ่งหายจากอาการที่เรียกว่า "ภาวะหมดไฟในการทำงาน"

  ผมเพิ่งหายจากอาการที่เรียกว่า "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" ย้อนกลับไปเมื่อสมัยวัยทดลองงานครั้งแรก จำได้ว่าตอนนั้นมันเกิดขึ้นเร็วมาก...(เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว) ในวันที่เรารอรับสายคนที่เราหง๋อเค้าที่สุดไนวันสัมภาษณ์งาน เค้าเปิดประตูแห่งโอกาสให้ บอกเราไม่กี่คำว่า เตรียมตัวมาทดลองงานได้ พี่เลือกน้องเข้าทำงาน (ซึ่งวันนี้แม่งกลายเป็นคนที่เรานินทาทั้งก่อนหลับและยามตื่น) วันแรกที่เราทำงาน จากโอกาสที่ได้รับ วันนั้น เราเปี่ยมล้นด้วยพลัง ที่เราสร้างขึ้นมาใหม่....ด้วยใจ..(นึกถึงเพลงของพี่โป่ง (หินเหล็กไฟ) /ดิโอลาน ขึ้นมาทันที) ผมคิดว่ามันคือวันที่เรามีความตั้งใจทำงานมากที่สุดที่ในชีวิตนึงจะมีแล้ว เรามีพลังงาน มีแรงขับเคลื่อน ทุกอย่างมันดูโอเคไปหมด " สนุก ตั้งใจ เต็มที่" จนมาถึงวันที่ทุกอย่างมันค่อยๆพรากความรู้สึกเหล่านั้นของเราออกไปจนแทบจะหมดสิ้น มันค่อยๆเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทั้งความกระตือรือร้น ความสนใจ แพสชั่นที่มี เหือดหายหายไปแทบหมด จนรู้สึกว่า วันจันทร์ เป็นวันที่เราอยากลาป่วยมากที่สุด กรูเกลียดวันจันทร์โว้ย!! ผมทำงานมา เกือบ 20 ปี ณ ที่เก่า แบบรักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงของพี่ติ๊ก.. ...

"อรัมภบทถึงเพื่อนร่วมทาง"

  "อรัมภบทถึงเพื่อนร่วมทาง" วันนี้เป็นวันแรกที่ตั้งใจเขียนบันทึกของตัวเอง เพื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า ขอปักหมุดหมายไว้ ณ วันที่ 27-28-3-66 ณ เวลาไม่แน่ชัด อาจจะหลังเที่ยงคืน (เริ่มเขียน 27-3-66 เวลา ประมาณ 4ทุ่มครึ่ง) ผมขอสวัสดีเพื่อนร่วมแนวทางทุกท่าน ไม่ว่าจะตั้งใจเข้ามาอ่าน หรือเผอิญหลงเข้ามาดู.. สุดแท้แต่.. วันนี้ตั้งใจอยากจะอรัมภบทเกี่ยวกับแนวทางและที่มาของการทำเพจนี้ ตามประสานคนธรรมดาๆ ที่อยากที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ให้ประสบความสำเร็จในชีวิตสักครั้งนึง...ก็เกินพอ จริงๆผมได้เขียนสคริป อัดเป็นเสียง เพื่อรอเปิดตัวเป็น EP. แรกของเพจ แต่เนื่องด้วยมีรายละเอียดในการทำอยู่พอสมควร ..ไม่ทันใจ เลยใช้วิธีพิมพ์เป็นตัวอักษร สื่อสารความนัยให้อ่านกันก่อนดีกว่า เริ่มด้วย ผมมีความสงสัยกับตัวเองมาโดยตลอดว่า ชีวิตของเราที่ได้โอกาสเกิดมาทั้งที "เราเก่งและเราถนัดอะไร" ...บางทีแอบน้อยใจและอิจฉาคนที่เค้าเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่เต็มเปี่ยม หรือคนเก่งที่เค้าประสบความสำเร็จในชีวิตมากมาย "แล้วทำไมเราเป็นไม่ได้ในแบบนั้น.. แล้วนี่กูทำอะไรได้ดีบ้างวะเนี่ย!! (เร...